8 ข้อดีของการเลือกซื้อบ้านมือสอง


เดี๋ยวนี้บ้าน-คอนโดฯ มือสองได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนและผู้ซื้อไว้อยู่เองมากขึ้นกว่าในอดีต   ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าราคาที่ดิน-ค่าก่อสร้างแพงขึ้นทุกปี ทำให้ทำเลของโครงการใหม่ๆ จึงต้องออกไปอยู่ชานเมืองที่ไกลออกไป ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องการเดินทางทั้งค่าใช้จ่ายและการเสียเวลา ยิ่งถ้าเป็นคอนโดฯ ในเมืองหรือใกล้รถไฟฟ้าราคาคอนโดก็ค่อนข้างสูงจนบางทีก็เอื้อมไม่ถึง และไม่สอดคล้องกับความต้องการของครอบครัวที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้น

ดังนั้นตลาดบ้านมือสอง คอนโดมือสองจึงเป็นทางเลือกในการซื้อที่อยู่อาศัยที่มีจุดเด่น

ดังนี้ 1.เลือกทำเลที่อยู่อาศัยได้ทุกที่และทุกประเภทของที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะย่านใจกลางเมือง ซึ่งโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากราคาที่ดินค่อนข้างแพง หรืออาจไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่แล้ว ไม่ว่าใกล้โรงเรียน, ใกล้ตลาด, ใกล้โรงพยาบาล, ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง ฯลฯ จะเป็นบ้านเดี่ยว, ทาวน์เฮ้าส์, คอนโดมิเนียม, ที่ดินเปล่า, อาคารพาณิชย์ ฯลฯ ก็มีให้เลือกหลากหลายระดับราคาตามความต้องการ

2.เลือกสภาพแวดล้อม-ชุมชน-เพื่อนบ้านที่ต้องการได้ เนื่องจากบ้านมือสองส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ก่อสร้างมานานแล้ว และมักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเจริญ เช่น ย่านชุมชน, มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างร้านค้า, ตลาดสด, ห้างค้าปลีก, สถานศึกษา, สถานพยาบาล หรือมีระบบขนส่งมวลชนรองรับการเดินทางของผู้คนในย่านนั้น อาทิ รถตู้, รถสองแถว, วินมอเตอร์ไซค์ ตลอดจนโครงการรถไฟฟ้าที่กำลังมีการขยายเส้นทางใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ในขณะที่หากเป็นโครงการใหม่ก็ยากที่จะคาดการณ์ว่าใครจะมาเป็นเพื่อนบ้านของเรา

3.กำหนดงบประมาณในการซื้อบ้านได้ตามที่ต้องการ หรือหากซื้อบ้านมือสองที่เป็น NPA ของสถาบันการเงินบางแห่งที่มีการปรับปรุงซ่อมแซมให้สามารถเข้าอยู่ได้ทันที ก็จะยิ่งประหยัดทั้งเงินและเวลาของผู้ซื้อเข้าไปอีก

4.บ้านมือสองส่วนใหญ่มักจะมีราคาขายถูกกว่าโครงการใหม่อย่างน้อยๆ ก็ 20-30% โดยเฉลี่ย ในขณะที่ต้นทุนทั้งด้านราคาที่ดิน, ค่าวัสดุก่อสร้าง, ค่าแรงงานมีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

5.สามารถเจรจาต่อรองราคากับผู้ขายได้ หรือต่อรองเงื่อนไขอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียม-ภาษีการโอน เป็นต้น

6.ซื้อบ้านมือสองไม่ต้องกังวลว่าบ้านจะไม่เสร็จหรือซื้อบ้านแล้วไม่ได้บ้าน นอกจากนี้ผู้ซื้อบ้านยังได้เห็นบ้านจริงทั้งหลัง หากมีข้อบกพร่องใดๆ ก็สามารถตรวจสอบได้ทันที

7.ซื้อแล้วสามารถเข้าอยู่อาศัยได้โดยไม่ต้องผ่อนดาวน์, ไม่ต้องรอก่อสร้างนาน ปกติบ้าน-ทาวน์เฮ้าส์จะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 4-6 เดือน ส่วนคอนโดมิเนียมจะใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าตั้งแต่ 10 เดือนขึ้นไป และยิ่งถ้าเป็นอาคารที่มีจำนวนชั้นมากๆ ก็อาจจะใช้เวลาก่อสร้าง 2-3 ปี ซึ่งตรงนี้เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง หากระหว่างที่ก่อสร้างอยู่นั้นเกิดปัญหาภาวะวิกฤติกับโครงการ ก็อาจจะก่อสร้างไม่แล้วเสร็จเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต

8.ซื้อบ้านมือสองที่เป็น NPA ของสถาบันการเงินจะได้วงเงินกู้สูงกว่าซื้อบ้านใหม่ หรือได้รับเงื่อนไขด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม เช่น สินเชื่อเพื่อการซ่อมแซม-ปรับปรุงบ้าน, สินเชื่อเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ และอัตราดอกเบี้ยที่พิเศษ เป็นต้น ปัจจุบันแหล่งบ้าน-คอนโดฯ มือสองมีตลาดหลักอยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

         1.บ้าน-คอนโดฯ มือสองที่ขายโดยผ่านการขายทอดตลาดทรัพย์จากการบังคับคดีของกรมบังคับดี ซึ่งมีทรัพย์หมุนเวียนอยู่ในระบบกว่า  2 แสนล้านบาททั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นทรัพย์ที่อยู่นำมาขายทอดตลาดกว่า 120,000 ล้านบาท แบ่งเป็นที่ดินเปล่าพร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 71,000 ล้านบาท ที่ดินเปล่า 46,000 ล้านบาท และอาคารชุดกว่า 5,000 ล้านบาท

         2.บ้าน-คอนโดฯ มือสองที่เป็นทรัพย์รอการขายของสถาบันการเงิน (NPA)

         3.บ้าน-คอนโดฯ มือสองที่ประกาศขายผ่านบริษัทตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และ

         4.บ้าน-คอนโดฯ มือสองที่ผู้ขาย (เจ้าของ) ประกาศขายผ่านเว็บไซต์, เว็บบอร์ด, ป้ายโฆษณา, โฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป เป็นต้น ซึ่งเทคนิคในการเลือกซื้อบ้าน-คอนโดฯ มือสองที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ คือทำเลต้องเด่น, เพื่อนบ้านต้องดี และราคาต้องถูก ถ้าเจอครบทั้งสามประการนี้ก็ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว

Tip * บ้านเก่ามีความน่าสนใจหรือเหมาะสมในการลงทุนมากกว่าบ้านใหม่ เนื่องจากราคาบ้านจะถูกกว่า และที่สำคัญยังสามารถปรับปรุงเพื่อเพิ่มศักยภาพในการหารายได้ได้ดีกว่า

* เลือกซื้อบ้านที่ดูไม่ดี แต่สามารถปรับปรุงให้ดูดีได้

* ซื้อบ้านที่ราคาค่าเช่าต่ำกว่าราคาค่าเช่าในท้องตลาด เพราะเราสามารถเพิ่มค่าเช่าได้

* ต่อรองราคาให้ได้ราคาต่ำมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การต่อรองราคาถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ต้องใช้เสมอ ก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายขั้นสุดท้ายให้ระลึกไว้เสมอว่าเงินทุกบาทที่ท่านต่อรองซื้อได้ต่ำลงกว่าราคาเสนอขาย นั่นหมายถึงกำไรที่จะตกมาถึงท่านในที่สุดนั่นเอง

* เลือกลงทุนในบ้านประเภทที่มีลักษณะเรียบๆ ไม่มีรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น หรือมีลักษณะเด่นน่าสนใจอื่นๆ บ้านที่โดดเด่นนั้นไม่สามารถปรับปรุงเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ให้สูงขึ้นได้อีกแล้ว

* บ้านที่สามารถเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ได้ (Convertibility) เช่น สามารถเปลี่ยนไปเป็นออฟฟิศ หรืออาคารพาณิชย์ จะเป็นบ้านที่มีความน่าสนใจสูง เนื่องจากมีศักยภาพในการหารายได้จากค่าเช่าได้ดีกว่า

* เลือกบ้านขนาดเล็กมีความได้เปรียบกว่าบ้านขนาดใหญ่ เพราะขายและปล่อยเช่าได้ง่ายกว่า และสะดวกในการบริหารจัดการและดูแลรักษา


Author

เกี่ยวกับผู้เขียน

ทีมงาน home2nd ได้รวบรวม บ้านไอเดีย ข้อมูลอสังหาฯ เนื้อหาความรู้ต่างๆ รวมถึงแก็ดเจ็ตและผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด อพาร์ทเม้นท์ ทาวน์โฮม ทาวน์เฮ้าส์ ที่ดิน จากหลายหลากที่ มาแชร์ให้สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่อง อสังหาริมทรัพย์ได้อ่านกัน เพื่อให้ได้รับ ไอเดีย แรงบันดาลใจ และความรู้ใหม่ๆ ดังที่มีคำกล่าวไว้ว่า “ชีวิตคือการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ”